เดากันไปเรื่อย! แฟนๆ โหวตเจ้าของบท เจมส์ บอนด์ คนต่อไป

หลังจากที่มีข่าวออกมาก่อนหน้านี้ว่า ภาคต่อของภาพยนตร์ James Bond
สายลับสัญชาติอังกฤษในภาคต่อไป จะเป็นภาคสุดท้ายที่เดเนียล เครก
จะรับบทสายลับรหัส 007 แม้จะยังไม่มีเนื้อเรื่องย่อ หรือข้อมูลใดๆ เปิดเผยออกมา
แต่โปรเจคต์การสร้างภาพยนตร์เรื่องนี้ก็กำลังจะเริ่มต้นการถ่ายทำในช่วงเดือนธันวาคมในปีนี้
โดยทางด้านของโปรดิวเซอร์ของเฟรนไชส์นี้อย่าง Barbara Broccoli
ก็จะเริ่มสรรหานักแสดงคนใหม่มารับบทดังกล่าวหลังปี 2020 ซึ่งในระหว่างนี้
เพื่อไม่ให้รอจนกร่อยเกินไป เหล่าแฟนหนังก็ได้แต่เสนอไอเดีย
โดยทำโพลเพื่อโหวตคนที่จะมารับบทดังกล่าวนี้ไปพลางๆ
โดย ODEON โรงภาพยนตร์ชื่อดังของประเทศอังกฤษ
ได้ทำการสำรวจความคิดเห็นแฟนหนังชาวอังกฤษกว่า 1,000 คน
โดยสอบถามว่านักแสดงชาวอังกฤษคนไหนที่พวกเขาอยากจะให้มารับบทเป็น เจมส์
บอนด์ คนต่อไป ซึ่งผลออกมาว่า
อันดับที่ 5 เจมส์ นอร์ตัน (5%)
อันดับที่ 4 ไอเดน เทอร์เนอร์ (5%)
อันดับที่ 3 ทอม ฮิดเดิลสตัน (11%)
อันดับที่ 2 ทอม ฮาร์ดี้ (22%)
อันดับที่ 1 ไอดริส อัลบา (26%)
ทางด้านของเจ้าตัว ไอดริส เอลบ้า ได้ให้สัมภาษณ์ในรายการ Good Morning Britain
ในงานเปิดตัวภาพยนตร์เรื่อง Yardie โดยผู้สื่อข่าวได้ถามว่า เขาเป็น 007
คนต่อไปหรือไม่? ซึ่งไอดริสได้ตอบกลับสั้นๆ ว่า “ไม่”
ก่อนจะเดินจากไปโดยไม่ตอบคำถามอะไรเพิ่มเติมอีก ซึ่งค่อนข้างชัดเจนแล้วว่า
สายลับรหัส 007 คนต่อไปคงจะไม่ใช่เขาคนนี้อย่างแน่นอน
แต่อย่างไรก็ตาม แฟน ๆ ก็ยังคงมีหวังอยู่ว่านี่อาจเป็นเรื่องที่เขายังไม่สามารถเปิดเผยได้
เพราะก่อนหน้านี้ ไอดริส เอลบ้าก็ได้โพสต์ทวิตเตอร์ส่วนตัวของเขาปั่นหัวแฟนๆ
ในเชิงว่าเขาคือคนที่รับบท James Bond คนต่อไปมาแล้ว
ซึ่งกว่าที่เราจะได้รู้ว่าใครจะมารับบทเจมส์ บอนด์คนต่อไป
คงเป็นเรื่องในอนาคตที่ต้องรอกันอีกสักพัก เพราะในตอนนี้ภาพยนตร์เจมส์
บอนด์ส่งท้ายของ เดเนียล เครก ก็กำลังอยู่ในช่วงดำเนินการสร้างพอดี
แม้ว่าจะติดขัดปัญหากับการต้องหาตัวผู้กำกับคนใหม่มาแทนแดนนี่
บอยล์ที่ถอนตัวไปก็ตาม เราคงต้องรอติดตามกันว่า
อนาคตของแฟรนไชส์สายลับนี้จะออกมาเป็นอย่างไร…

View More เดากันไปเรื่อย! แฟนๆ โหวตเจ้าของบท เจมส์ บอนด์ คนต่อไป

ความแตกต่างของอนิเมะกับการ์ตูน

หลายคนอาจจะเคยสงสัยว่า อมิเมะ นั้นคืออะไร
จริงๆแล้วมันก็คือการ์ตูนนี่แหละ
แต่ทว่าเพราะอมิเมะอนิเมะซีรี่ย์การ์ตูนที่ออกอากาศทางอินเตอร์เน็ต
หรือทางฟรีทีวี หลายคนก็มักจะเรียกตามแบบภาษาญี่ปุ่น อมิเมะ
แต่แบบบ้านเราเรียกว่าการ์ตูน แต่สำหรับแฟน ๆ ที่จดจ่อกับการชมซีรี่ย์
2 มิติพวกนี้จะชินมากที่สุดกับคำว่า อนิเมะ สำหรับพวกเขานั้น คำว่า
อนิเมะ และ การ์ตูน เป็นสิ่งที่แตกต่างกันมาก
เป็นที่น่าสงสัยเหมือนกันว่าในมุมมองของพวกเขาแล้วนั้น
มันแตกต่างกันอย่างไร
นี่คือความสับสนและไม่ใช่ครั้งแรกของทุกคนที่เจอ เพราะทั้ง
อนิเมะและการ์ตูน ต่างก็เป็นภาพเคลื่อนไหวที่เหมือนกัน
แต่กระนั้นมันก็ไม่ได้หมายความว่า
ทั้งสองคำนี้จะมีความหมายที่เหมือนกัน ซึ่งจริงๆแล้ว
นั้นมีความแตกต่างกัน แม้ว่าจะเป็นภาพเคลื่อนไหวเหมือนกันก็ตาม
ซึ่งจุดที่แตกต่างกันนั้นคือ
อนิเมะมักจะมีคุณสมบัติที่แตกต่างอย่างเช่น การออกแบบของตัวละคร
การอธิบายถึงความแตกต่างระหว่างทั้งสอง
ซึ่งอนิเมะที่มีการผลิตออกมาเป็นภาพเคลื่อนไหวเป็นเรื่องเป็นราวจากญี่
ปุ่นนั้น มาในรูปแบบที่แตกต่างกันตลอดอยู่แล้ว อย่างเช่นทีวีซีรีส์ เช่น
ดราก้อนบอล, นารูโตะ และ อื่นๆ ที่จะมีมาทั้งแบบการเป็น อนิเมะ
หนังสั้น และภาพยนตร์เรื่องยาว
แต่การ์ตูนสองมิติธรรมดานั้นจัดว่าเป็นภาพอาร์ตที่แสดงภาพวาดที่ไม่ค่
อยสมจริงหรือเป็นแค่ภาพเคลื่อนไหวแบบกึ่งสมจริงนั่นเอง
โดย ตัวการ์ตูนที่ถูกออกแบบในการวาดออกมาเพื่อเป็น
การ์ตูนมีคุณสมบัติที่แตกต่างกันไป
ทั้งลักษณะของใบหน้าและทางกายภาพที่มีลักษณะไม่เหมือนจริงกับควา
มเป็นจริงมาก อาทิเช่น
ดวงตาขนาดใหญ่ของพวกเขาและปากเล็กที่ถูกสร้างขึ้นเพราะความน่า
รัก มือลักษณะต่างๆ อื่น ๆ เราสามารถพูดได้ว่า

การ์ตูนนั้นจะมีลักษณะทางกายภาพที่อยู่ห่างไกลจากความเป็นจริงมาก
กว่า อนิเมะ
ส่วนทางด้านของ อนิเมะ นั้นจะสร้างให้มีความสมจริง
ใกล้ชิดและอิงเหตุการณ์ สถานการณ์ในปัจจุบันอย่างมาก
อิงเหตุผลที่จับต้องได้ มีความสมจริง
หรืออิงปัญหาในชีวิตจริงหรือสิ่งที่มีความใกล้ชิดกับอารมณ์ความรู้สึกข
องมนุษย์เป็นหลัก และมี อนิเมะ
จำนวนมากที่ทำออกมาใกล้เคียงกับละครทีวีดราม่า เช่น
ชีวิตในโรงเรียน ชีวิตคู่รัก, โรแมนติก, สยองขวัญ และอื่นๆอีกมากมาย

โดยความชัดเจนในเรื่องความแตกต่างระหว่างทั้งสองประเภทนี้นั้น
ก็เป็นเหตุผลที่คนส่วนใหญ่มักจะยอมรับกันทั้งนั้น
ความสับสนระหว่างคำสองคำนี้ก็เลยสิ้นสุดลง และ อนิเมะกับการ์ตูน
ก็เลยถูกแยกความเหมือนกันให้แตกต่างกันออกไป หรือจะเรียกง่ายๆ
ทั้งสองอย่างนั้นสร้างมาเพื่อสร้างความบันเทิง
แต่จุดมุ่งหมายรายละเอียดนั้นต่างกัน การ์ตูน
จะเน้นในเรื่องของความสนุก ส่วน อนิเมะ มีการอิงถึงเหตุการณ์จริงๆ
ในปัจจุบัน เหมือนกับละครในคาบการ์ตูน…

View More ความแตกต่างของอนิเมะกับการ์ตูน

Hidden Figures ทีมเงาอัฉริยะ

Hidden Figures
ชื่อภาษาไทย : ทีมเงาอัฉริยะ
ประเภท : ภาพยนตร์
แนว : Drama
ผู้กำกับ : Theodore Melfi
ค่าย : FOX
ฉาย : 6 มกราคม 2017 (อเมริกา)
ภาพยนตร์ที่รอชมตั้งแต่ช่วงปลายปีที่แล้ว Hidden Figures ทีมเงาอัจฉริยะ
หนังที่ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงออสการ์สาขา “ภาพยนตร์ยอดเยี่ยม” เรื่องสุดท้ายที่ได้เข้าฉายในบ้านเรา (ณ
เวลานี้ยังไม่มีค่ายไหนซื้อ Fences มาขายที่ไทย) นอกจากสาขา “ภาพยนตร์ยอดเยี่ยม” ภายใต้ผู้กำกับTheodore Melfi
Hidden Figures หนังสร้างจากเรื่องจริง (Based on True Events) ของสามสาวผิวสีที่ทำงานใน NASA ได้แก่
ทาราจิ พี. เฮนสัน, ออกเตเวีย สเปนเซอร์ และ จาแนล โมเน
ด้วยคาแรกเตอร์ที่แตกต่างกันออกไปกลายเป็นสามสาวสามสไตล์ที่สนิทกัน
แม้ว่าเส้นเรื่องของภาพยนตร์จะเน้นหนักไปที่แต่รับรองสนุกแน่นอน
เรื่องย่อ
ว่าด้วยเรื่องราวที่ไม่ได้รับการเปิดเผยสุดทึ่งของ แคทเธอรีน จอห์นสัน รับบทโดย ทาราจิ พี. เฮนสัน (Taraji
P. Henson), โดโรธี วอห์น รับบทโดย ออกเตเวีย สเปนเซอร์ (Octavie Spencer) และ แมรี แจ็คสัน
รับบทโดย จาเนล โมเน (Janelle Monáe)
สาวแอฟริกันอเมริกันผู้ชาญฉลาดในภารกิจที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของประวัติศาสตร์ ในการส่งมนุษย์อวกาศ
โดยในการระดมความคิดระดับแถวหน้านั้น
ยังมีผู้หญิงผิวสีที่สามคนความสามารถของพวกเธอคือสิ่งที่สำคัญที่สุด ไม่ใช่อยู่ที่เพศ สีผิว และเชื้อชาติ
ไม่ว่าจะเป็น Octavia Spencer หรือ Viola Davis หรือ Naomie Harris ที่จะได้ออสการ์ สาขา Best Supporting
Actress ปีนี้ไป นั่นก็ไม่สำคัญ เพราะไม่ว่าจะเป็นความสำเร็จของใคร
มันก็ล้วนแต่เป็นก้าวสำคัญของคนผิวสีและมวลมนุษยชาติทุกคน
https://youtu.be/XJMPi_dnznU ตัวอย่าง…

View More Hidden Figures ทีมเงาอัฉริยะ

ย้อนรอยหนังทำเงินปี 1973 : The Exorcist

ย้อนรอยหนังทำเงินประจำปี 1973เรื่องที่พลาดไม่ได้ในยุคนั้น เห็นจะหนีไม่พ้น The Exorcistหรือหมอผีเอ็กซอร์ซิสต์
ภาพยนตร์สยองขวัญระดับตำนานที่ดัดแปลงมาจากนวนิยายขายดีในชื่อเดียวกัน ภายใต้มือการกำกับของ วิลเลียม ฟรีดกิ้น
ภาพยนตร์เรื่อง The Exorcist หรือ หมอผีเอ็กซอร์ซิสต์กล่าวถึงเรื่องราวของ เรแกน แม็กเนล เด็กหญิงวัย 12 ขวบ
ซึ่งเป็นบุตรของ คริส แม็กเนล นักแสดงหญิงเลื่องชื่อเล่นผีถ้วยแก้วเพื่อติดต่อกับสิ่งมีชีวิตลึกลับชื่อ กัปตันฮาวดี
นับตั้งแต่นั้น เรแกน ก็เริ่มมีพฤติกรรมผิดแปลกออกไปเช่นชี้หน้าด่านักบินอวกาศซึ่งเป็นเพื่อนของแม่
แถมมีกำลังทางกายภาพที่มากมายมหาศาล จน คริสต้องพาไปพบจิตแพทย์
แต่ทุกคนลงความเห็นว่าไม่มีอาการเกี่ยวข้องกับจิตผิดปกติกระทั่งคืนหนึ่ง เรแกน เหวี่ยงพี่เลี้ยง เบิร์ก เดนนิงส์
ทะลุหน้าต่างลงมาตาย หลวงพ่อ เดเมียน คาร์ราสในฐานะนักจิตวิทยา จึงเข้าสอบปากคำ เรแกน
ก่อนจะพบว่าเธอโดนผีเข้าสิง และได้เชิญหลวงพ่อ แลงแคสเตอร์เมอร์ริน
สุดท้าย หลวงพ่อ แลงแคสเตอร์ เมอร์ริน และ หลวงพ่อเดเมียน คาร์ราส จะจัดการกับวิญญาณที่สิง เรแกน ได้หรือไม่
งานนี้เพื่อนๆ คงต้องไปหาคำตอบกันเอาเองในภาพยนตร์ The Exorcist หรือ หมอผีเอ็กซอร์ซิสต์ รับประกัน 122 นาทีจะไม่สูญเปล่า
ซึ่งนอกจากเนื้อเรื่องที่อ้างอิงมาจากเรื่องจริงแล้ว สิ่งที่ทำให้
The Exorcist หรือ หมอผีเอ็กซอร์ซิสต์ได้รับการพูดถึงตั้งแต่ยังไม่เข้าฉาย
ก็คือเรื่องราวลึกลับในกองถ่ายทำภาพยนตร์ที่ส่งผลให้การดำเนินงานต่างๆ เป็นไปด้วยความลำบากอาทิเช่น
บุตรชายทารกของนักแสดงนำคนหนึ่งถูกรถจักรยานยนตร์ชนจนต้องเข้าโรงพยาบาล จึงเกิดร่ำลือกันว่ามีอาถรรพ์ในกองถ่าย
นอกจากนี้การใช้เอฟเฟกต์พิเศษที่ซับซ้อนและสภาพของสถานที่ถ่ายทำ ก็นำมาซึ่งความท้าทายหลายข้อ
นั่นจึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจหาก The Exorcist หรือหมอผีเอ็กซอร์ซิสต์ จะกวาดรายได้ทั่วโลกไปมากกว่า 400
ล้านดออลาร์ จากทุนสร้างแค่ 10 ล้านดอลลาร์และเป็นภาพยนตร์สยองขวัญเรื่องแรกที่เข้าชิงอคาเดมี่ อวอร์ด
ในสาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยมอย่างไรก็ตาม แม้เทคนิคการถ่ายทอด The Exorcist หรือ
หมอผีเอ็กซอร์ซิสต์ จะได้รับการยกย่องอย่างสูงในยุคนั้นแต่หากตัดภาพมาในปัจจุบัน แม้จะไม่ได้แย่
ทว่าโปรดัคชั่นดังกล่าวก็ยังดูล้าหลังอยู่บ้างและไม่มีฉากผีโผล่ออกมาให้ตกใจมากนักดังนั้น
หากใครคาดหวังว่าภาพยนตร์สยองขวัญที่ประสบความสำเร็จสูงสุดในประวัติศาสตร์อย่าง The Exorcist หรือ
หมอผีเอ็กซอร์ซิสต์ จะทำให้คุณเอาแต่หลับตาไม่กล้าดูเราขอบอกว่าคุรกำลังคิดผิด
เพราะคีย์หลักของภาพยนตร์เรื่อง The Exorcist หรือหมอผีเอ็กซอร์ซิสต์ ที่ผู้กำกับ วิลเลียม ฟรีดกิ้น
ต้องการนำเสนอคือการทำความเข้าใจกับเนื้อเรื่องและตัวละครทุกตัว หากคุณนั่งดูอย่างตั้งใจ
คุณจะพบว่าหนังเรื่องนี้บีบหัวใจอย่างไม่น่าเชื่อเลยทีเดียว…

View More ย้อนรอยหนังทำเงินปี 1973 : The Exorcist

ภาพยนต์sci-fi ต่างประเทศที่ไม่ควรพลาด

ภาพยนต์ sci-fi นั้นคือการนำวิทยาศาสตร์และจินตนาการสุดล้ำลึกมาผสมผสานกัน
สร้างเป็นหนังแนวอนาคตเน้นการนำเสนอมุมมองเกี่ยวกับ วิทยาศาสตร์ วิทยาการ หรือเทคโนโลยีก้าวล้ำ
อันส่งผลกระทบต่อบุคคลหรือต่อสังคมโลก โดยมีการดูอย่างง่ายๆว่าหนังเรื่องนั้นเป้นหนังแนว sci-fi หรือไม่

1.การเดินทางท่องอวกาศ-ท่องกาลเวลา
การเดินทางออกนอกโลกเพื่อปฏิบัติภารกิจบางอย่าง
หรือการสำรวจอวกาศยังต่างดาวอื่นๆหรือแม้กระทั้งการเดินทางผ่านกาลเวลาแบบ ย้อนอดีต ท่องอนาคต
หรือมิติคู่ขนาน

2.สิ่งแวดล้อมใหม่แห่งโลกอนาคต
ผลกระทบจากวิทยาศาสตร์-เทคโนโลยีต่อวิถีผู้คนในสังคมหรือสิ่งมีชีวิ ตอื่นๆ
ไม่ว่าจะเป็นเชิงสิ่งแวดล้อม/ภัยธรรมชาติ ระบบเศรษฐกิจ ระบบการเมือง หรือแม้แต่ประเด็นทางศาสนา-
ลัทธิความเชื่อ

3.วิทยาการ-เทคโนโลยีสุดล้ำ
การมีสิ่งประดิษฐ์หรือ อุปกรณ์เทคโนโลยี-นวัตกรรมล้ำสมัย
อาทิระบบคอมพิวเตอร์,หุ่นยนต์,หรือองค์ความรู้วิทยาการล้ำยุคอย่างนาโนเทคโนโลยี พันธุวิศวกรรม การโคลนิ่ง

4.สิ่งมีชีวิตพิเศษเหนือธรรมดาหรือลี้ลับ
อาจจะเป็นสิ่งมีชีวิตประหลาดนอกโลก อาทิ มนุษย์ต่างดาว
สัตว์ประหลาดต่างดาวหรือสิ่งมีชีวิตพิเศษที่เกิดขึ้นภายในโลกเอง ซึ่งมักเกิดจากการทดลองทางวิทยาศาสตร์
หรือการกลายพันธุ์วิวัฒนาการตามธรรมชาติ

ภาพยนต์ที่ไม่ควรพลาด
1.Sunshine
เริ่มต้นเรื่องว่าด้วยการจุดระเบิดดวงอาทิตย์ ส่งผลให้โลก เย็นตัวลง
ยานอวกาศพร้อมลูกเรือจำนวนหนึ่งก็ได้พากันเอาลูกระเบิดที่ร้าย
แรงที่สุดเท่าที่มนุษย์จะมีปัญญาทำได้ออกเดินทางเพื่อไปหย่อนลงแกนกลางดวง
อาทิตย์เพื่อให้กลับมาเจิดจ้าอีกครั้ง
2.Space Cowboys
พูดถึงอดีตทีมนักบินที่เก่งกาจซึ่งต้องกลับไปช่วยนาซ่าทำภารกิจซ่อมแซม
ดาวเทียมรุ่นเก่าแก่อีกครั้งเนื่องจากคนยุคใหม่ๆนั้นไม่มีใครซ่อมมันเป็น แล้ว
พวกคนที่ปลดเกษียณไปจึงต้องรวมพลออกไปทำภารกิจกันอีกครั้ง
3.Space Brothers
เรื่องราวของสองพี่น้องที่สัญญากันไว้ว่าจะต้องเป็นนักบินอวกาศด้วยกันให้ได้ แต่สุดท้ายคนน้องกลับไปถึงฝันก่อน
คนพี่จึงขอเดินตามความฝันด้วย
4.Event Horizon
ยานกู้ภัยลำหนึ่งที่ต้องเข้าไปกู้ซากยาน Event Horizon ที่สาปสูญไประหว่างเดินทางข้ามมิติ
แล้วมันกลับปรากฏมาอีกครั้งพร้อมสัญญาณขอความช่วยเหลือ
ซึ่งนั่นก็เกิดเป็นคำถามขึ้นมาว่าช่วงที่มันหายไปนั้นมันหายไปไหนมาเพราะว่า
ข้อความสุดท้ายที่ปรากฏอยู่ในยานมันคือคำว่า & Yourself&
5.Serenity
สองพี่น้องที่บังเอิญไปรู้ความลับบางอย่างของจักรวรรดิแห่งหมู่จักรวาลเข้า
เลยต้องมาอาศัยทีมสลัดอวกาศพเนจรให้ช่วยพาหลบหนีการตามล่า
และในขณะเดียวกันพวกเขาก็พยายามจะเปิดโปงความจริงที่รู้มาให้ทั้งกาแลคซี่ ล่วงรู้ไปด้วย จุดเด่นที่สุดของเ
Joss Whedon คือการบริหารจัดการให้ตัวละครจำนวนมากในหนัง
ให้ได้มีที่ยืนของตัวเองที่โดดเด่นพอจะให้คนจดจำแม้ว่าจะไม่ได้เป็นตัว ดำเนินเรื่องหลักก็ตาม
แทบทุกตัวละครจะมีเรื่องราวที่น่าสนใจและจับต้องได้…

View More ภาพยนต์sci-fi ต่างประเทศที่ไม่ควรพลาด

5 สุดยอดหนังสัตว์กินคนที่ควรหาชมกันให้ได้สักครั้งในชีวิต

หนึ่งในประเภทภาพยนตร์ที่ได้รับความนิยมมาแต่โบราณก็คือแนวสัตว์กินคน
เพราะมันจะเต็มไปด้วยความสนุกตื่นเต้นตลอดเรื่อง เรามาดูกันเลยว่า 5
อันดับหนังสัตว์กินคนที่ควรหาชมให้ได้จะมีเรื่องอะไรบ้าง

Piranha 3D (ปี 2010)
ความกลัวของมนุษย์มักจะเกิดขึ้นเมื่อไปอยู่ในที่ที่ไม่ใช่ของเรา
และในน้ำนั้นก็ไม่ใช่ที่ที่มนุษย์ใช้ชีวิตกันตามปกติ
มันคือที่ที่สัตว์ร้ายอย่างปลาปิรันญ่าอาศัยอยู่
โดยเรื่องนี้ว่าด้วยการที่ผู้คนกลุ่มหนึ่งได้จัดงานปาร์ตี้กันที่บริเวณทะเลสาบ
แต่ถ้าทุกอย่างราบรื่นก็คงไม่ใช่หนังสัตว์กินคน อยู่ๆ
ก็มีปลาปิรันญ่าฝูงหนึ่งหลุดออกมาจากโลกใต้น้ำ
ใช้คมเขี้ยวของมันไล่กัดทุกคนแบบเลือดสาด
รับประกันได้เลยว่าตื่นเต้นตลอดเรื่องแน่นอน

Primeval (ปี 2007)
ตัวเอกคือสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำอย่างจระเข้
ซึ่งถ้ามาในไซส์ปกติก็คงจะไม่มีอะไรพิเศษ มันก็เลยมาในรูปแบบของจระเข้ยักษ์
เนื้อเรื่องว่าด้วยการที่คนกลุ่มหนึ่งต้องการไปถ่ายทำสารคดีเกี่ยวกับจระเข้ขนาดใ
หญ่ที่มีชื่อว่ากุสตาฟ แน่นอนว่าทุกอย่างไม่ได้ราบรื่น
เพราะเจ้าสัตว์ร้ายมันไม่ได้เชื่องขนาดมายอมอยู่ในกรงง่ายๆ หรอก
ความสนุกตื่นเต้นเริ่มขึ้นเพราะจระเข้ตัวนี้ไม่ได้คลานช้าเหมือนของจริง
แต่วิ่งเร็วอย่างกับจะไปแข่งโอลิมปิก
คิดเอาแล้วกันว่าตัวละครในเรื่องจะวิ่งหน้าตั้งขนาดไหน

Deep Blue Sea (ปี 1999)
ฉลามในเรื่องนี้ถูกจับมาวิจัยทำการทดลอง โดยทำให้สมองของมันโตขึ้น
เพื่อที่จะได้ไปนำเอาสารบางอย่างจากสมองของมันมาทำเป็นยา
แต่กลับกลายเป็นว่าส่งผลให้ฉลามในเรื่องนี้ฉลาดเป็นกรด

ไม่ใช่แค่เพียงไล่กัดผู้คนในเรื่องเท่านั้น แต่ยังมีสมองคิดที่เกินกว่าฉลามทั่วๆ
ไปด้วย เรื่องนี้ก็นับว่าตื่นเต้นตลอดเรื่อง ทำเอาคนดูต้องลุ้นกันตัวโก่งแน่นอน

Anaconda (ปี 1997)
งูยักษ์อนาคอนด้าเป็นสัตว์ที่มีอยู่จริงในลุ่มแม่น้ำอเมซอน
แต่ในเรื่องนี้มันใหญ่มากยิ่งขึ้นไปอีก
กราฟิกก็ถือว่าค่อนข้างสมจริงจนทำให้คนดูอินไปกับเรื่องเป็นอย่างมาก
เนื้อหาของเรื่องก็เป็นไปตามแบบฉบับหนังสัตว์กินคน
แต่ด้วยความคลาสสิคของมันก็ทำให้เรื่องนี้กลายเป็นตำนานไปแล้วสำหรับคนที่ช
อบภาพยนตร์ประเภทนี้

Jaws (ปี 1975)
ที่สุดของความคลาสสิคต้องยกให้ภาพยนตร์เรื่องนี้เลย
เพราะนี่คือตำนานตัวจริงของหนังสัตว์กินคน
เนื้อหาก็คือฉลามที่ดุร้ายที่อาศัยอยู่บริเวณหาดที่ชื่อว่าอมิตี้
มันไล่ฆ่าผู้คนไปหลายศพ
แต่ในตอนแรกก็ยังไม่มีใครเชื่อว่ามันเป็นฝีมือของฉลาม
กระทั่งตอนหลังความจริงถูกเปิดเผยออกมา ทำให้ตัวเอกต้องไปปราบมัน
เพื่อไม่ให้เป็นอันตรายสำหรับใครอีก…

View More 5 สุดยอดหนังสัตว์กินคนที่ควรหาชมกันให้ได้สักครั้งในชีวิต

The Boss Baby

The Boss Baby
ประเภท : แอนิเมชั่น
แนว : AAnimation, Comedy, Family
ผู้กำกับ : Tom McGrath
ฉาย : 30 มีนาคม 2017
อนิเมชั่นเรื่องล่าสุดจากค่ายดรีมเวิร์คส์ The Boss Baby หลังมีการ์ตูนดัง ๆ อย่าง Shrek ,
Madagascar และ How To Train Your Dragon ออกมาให้เราได้ดูกัน
ในรอบนี้หยิบยกหนังสือภาพของเด็กตั้งแต่ปี 2010 มาทำเป็นอนิเมชั่น ภายใต้ผู้กำกับ Tom McGrath
ผู้กำกับที่เคยเป็นผู้กำกับร่วมจาก Madagascar ทั้ง 3 ภาคมารับหน้าที่กำกับเดี่ยวงานนี้สนุกอย่าบอกใคร
สำหรับ The Boss Baby นับตั้งแต่เข้าฉายครั้งแรกที่ ไมอามี
เรียกเสียงตอบรับดีมากๆจนได้เข้ามาฉายที่ประเทศไทย 30 มีนาคม 2017 ระยะเวลาผ่านไปเพียง 1 ปี The
Boss Baby ก็ได้กวาดเงินจากทั่วโลกไปได้มากถึง 528 ล้านดอลลาร์ ถือว่าเกินคาดเพราะใช้งบสร้างไปเพียง
125 ล้านเหรียญ งานนี้รับเละเลยทีเดียว
ตัวอย่าง https://youtu.be/QIFnEMNFrxc
เรื่องย่อ
ทิม เด็กชายวัย 7 ขวบที่มีครอบครัวแสนสมบูรณ์แบบ
แต่แล้ววันหนึ่งความมีสมบูรณ์แบบของเขาก็ได้หายไปเมื่อ “เดอะ บอสส์” ปรากฏตัวขึ้น
ทารกแต่ใส่สูทผูกไทถือกระเป๋าเอกสาร ได้เข้ามาเป็นสมาชิกใหม่ในบ้านในฐานะน้องชายทิม
แต่แล้วไม่นาน ทิม
ก็ได้เริ่มสงสัยในตัวน้องเขาทำให้แผนการจับผิดน้องชายเริ่มขึ้นก่อนที่เขาจะพบความจริงที่ว่าน้องชายคนให
ม่ของเขานั้น ไม่ใช่เด็กทารกธรรมดา
เรื่องราวสุดสนุกที่ดูได้ทั้งผู้ใหญ่และเด็ก
ทั้งนี้เมื่อวันที่ 6 เมษายนที่ผ่านมา The Boss Baby ได้ถูกอัพลง Netflix
แล้วเรียบร้อบฉบับซับไทยไปรับชมได้เลย…

View More The Boss Baby

Resident Evil ฉบับภาพยนตร์มีกี่ภาคกันนะ

Resident Evil
จากวีดิโอเกมสุดฮิตจากประเทศญี่ปุ่นภายใต้การดูแลของบริษัทเกมชื่อดั
งอย่าง Capcom ที่มี ชินจิ มิกามิ เป็นผู้สร้าง จากการที่ Resident Evil
ได้รับความนิยมอย่างมากไปทั่วโลก
จนทำให้เกิดเป็นแฟรนไชส์ทั้งในรูปแบบของหนังสือการ์ตูน, อมิเมะ
รวมไปถึงภาพยนตร์ด้วย
ซึ่งวันนี้เราจะมาพูดถึง Resident Evil
ในรูปแบบของฉบับภาพยนตร์ว่ามีความเป็นมาอย่างไร
สร้างมาแล้วกี่ภาค รวมไปถึงเนื้อหาต่างๆ นั้นมาจากเกมโดยตรงหรือไม่
สำหรับ Resident Evil ในฉบับของภาพยนตร์นั้นมาในชื่อเรื่อง
“ผีชีวะ” แน่นอนว่าเป็นแนวแอคชั่น-ผจญภัย โดยได้ มิลล่า โจโววิช
นักแสดงสาวชาวยูเครนเป็นนักแสดงนำ
พร้อมกับสร้างรายได้ถล่มทลายได้รับเสียงตอบรับอย่างมหาศาล
โดยเฉพาะภาคแรกภายใต้การกำกับของ พอล
ดับบลิว.เอส.แอนเดอร์สัน ที่ออกฉายในปี 2002
ซึ่งเนื้อหานั้นจะย้อนไปในตอนที่เกิดความผิดพลาดในการทดลองของบ
ริษัท อัมเบรลล่า คอมปอเรชั่น ทำให้เชื้อไวรัสมรณะได้แพร่กระจาย
โดย อลิซ (มิลล่า โจโววิช)
ได้รับมอบหมายให้เข้าไปหยุดการแพร่การจายของเชื้อไวรัส
ซึ่งมีเวลาเพียงแค่ 3 ชั่วโมงเท่านั้น
โดยเราจะได้เห็นกองทัพของผีดิบและสุนัขที่ติดเชื้อพร้อมกับเจ้าตัวประ
หลาดอย่าง ลิคเกอร์ ที่อยู่ในวีดิโอเกม Resident Evil 2 ด้วย
ส่วนภาค 2 เป็นเรื่องภาคที่สืบเนื่องจากภาคที่แล้ว ในชื่อเรื่อง
ผ่าวิกฤติไวรัสสยองโลก
คราวนี้จะพูดถึงการเอาตัวรอดออกจากเมืองแร็คคูน ซิตี้ โดย อลิซ
เป็นหนึ่งในนั้นเพราะเธอถูกจับไปทดลองทำให้มีความสามารถเหนือมนุ
ษย์ ซึ่งในภาคนี้มีการหยิบยกตัวละครจากวีดิโอเกม Resident Evil 3

อย่าง จิล วาเลนไทน์ และ คาร์ลอส โอลิเวร่า เข้ามาด้วย
พร้อมกับเจ้ามนุษย์กลายพันธ์อย่าง “เนเมซิส”
ภาค 3 สงครามสูญพันธ์ไวรัส หลังจากเหตุการณ์ที่แร็คคูน ซิตี้
ผ่านพ้นไป
ภาคนี้จะเล่าถึงไวรัสที่กำลังกระจายไปทั่วโลกทำให้เกิดการรวมตัวของ
มนุษย์ที่ยังมีชีวิตอยู่เพื่อเอาตัวรอด
ภาคนี้เราจะได้เห็นฉากในทะเลทราย รถถังหุ้มเกาะ
ฉากบู๊แอคชั่นสุดมันส์
ภาค 4 สงครามแตกไวรัส ในภาคนี้ อลิซ
ต้องเข้าไปตามหาผู้ที่รอดชีวิตจากเหตุการณ์การแพร่กระจายของเชื้อไ
วรัสมรณะ เธอต้องเดินทางไปทั่วโลก ทั้ง โตเกียว, อลาสก้า
โดยได้พูดถึงการต่อสู้เพื่อที่จะโค่นล้มบริษัทอัมเบรลล่า ซึ่ง อลิสซ
จะได้พบเจอกับ แคลร์ เรดฟิลด์ และ คริส เรดฟิลด์ สองพื่น้องจาก
วิดิโอเกมด้วย
ภาค 5 สงครามไวรัสล้างโลก สำหรับภาคนี้ออกฉายเมื่อปี 2012
เป็นการต่อสู้เพื่อถล่มศูนย์วิจัยของอัมเบรลล่าให้สิ้นซาก
ภาคนี้จะรวมเอาตัวละครจากเกมหลายตัวด้วยกันทั้ง จิล วาเลนไทน์,
เอด้า วอง, อัลเบิร์ต เวสเกอร์, ลีออน เคเนดี้, แบร์รี่ เบอร์ตัน
เรียกได้ว่ามากันหมด
ภาค 6 อวสานผีชีวะ ถือเป็นภาคสุดท้ายของ Resident Evil
เรื่องราวนั้นดำเนินต่อจากภาค 5 คราวนี้เธอต้องกลับไปยัง แร็คคูน ซิตี้
เพื่อต่อสู้กับอัลเบรลล่า คราวนี้เธอได้รวบรวมพรรคพวกเข้าต่อสู้
นับว่าเป็นสงครามครั้งสุดท้ายและจบเรื่องราวของผีชีวะ…

View More Resident Evil ฉบับภาพยนตร์มีกี่ภาคกันนะ

ภาพยนต์.อนิเมะ.10 หนัง “ยอดแย่” ตลอดกาล จากการจัดอันดับของ เว็บไซต์Business Insider

สำหรับหลายๆ คนการได้หาหนังเรื่องเยี่ยมมาดูในวันพักผ่อนสบายๆคงจะเป็นอะไรที่พิเศษเลยทีเดียว
แต่บางครั้งหนังบางเรื่องที่เราเลือกมาคิดว่าเป็นเรื่องที่ดีมากๆ แต่ไม่ใช่เช่นนั้น
เพราะบางเรื่องดูไปแล้ว ยังงุนงง สงสัยว่ามานั่งเสียเวลา 2-3 ชม.มาเสพหนังพวกนี้
เราจึงได้นำ 10 อันดับหนังยอดแย่ตลอดการที่จัดอันดับโดยเว็บไซต์ Business
Insider มาฝากกัน มาดดูว่ามีเรื่องใดบ้าง

1. Chaos
เรื่องราวของสองนายตำรวจ
คนหนึ่งคือตำรวจใหม่ไฟแรงส่วนอีกคนคือนายตำรวจอาวุโสผู้มากประสบการณ์
ที่ต้องร่วมมือกับเพื่อตามล่าเหล่าวายร้ายปล้นธนาคาร ซึ่งนักวิจารย์สำหรับเรื่องนี้ก็คือไม่มีแก่นสารใดๆเลย

2. Bio-Dome
ถึงแม้ว่าจะได้คะแนนจาก Business insider มากถึง 7.1 เต็ม 10
แต่คะแนนจากนักวิจารย์นั้นกลับได้ไปเพียงแค่ 1 ส่วน 100 เท่านั้น เรื่องราวของ 2
หนุ่มเพื่อซี้ที่ดั๊นขังตัวเองไว้ใน Bio-Dome และต้องเผชิญกับสิ่งแวดล้อมแปลกๆ ในนั้น

3. United Passions
เรื่องราวของชายหนุ่ม 3 คนที่ร่วมกันก่อตั้งองค์กร FIFA
เพื่อสานความฝันที่อยากจะทำให้ฟุตบอลกลายเป็นกีฬาที่นิยมมากที่สุดในโลก
งานนี้ใครเป็นสายกีฬาแนะนำอย่าเสียเวลาไปดู

4. The Singing Forest
เรื่องราวการระรึกชาติของสองคู่รักที่ถูกฆ่าตายจากค่ายกักกันชาวยิว คนหนึ่งเป็นหญิงสาววัย
20 ปี ส่วนอีกคนก็ไม่ใกล้ไม่ไกล ก็พ่อของเธอนั่นแหละ

5. Hillary’s America: The Secret History of the Democratic Party
เรื่องราวของประวัติพรรคการเมืองที่ยิ่งใหญ่ของสหรัฐอเมริกา
และเรื่องราวของผู้ลงชิงตำแหน่งประธานาธิบดีหญิงอย่าง Hillary จากฝีมือการกำกับของ DineshD’Souza

6. Strippers
เรื่องราวของ Alan และเหตุการณ์แย่ๆ ที่เขาต้องเจอไม่ว่าจะเป็นการถูกไล่ออกจากอพาร์ตเมนต์
หรือเงินในบัญชีธนาคารที่หายไป แถมจะถูกไล่ออกจากงานอีก แต่ถึงชีวิตของพ่อหนุ่มจะแย่แค่ไหน
ก็คงไม่แย่ไปกว่าเวลาของคนดูที่เสียไปแน่ๆ

7. Vulgar
เรื่องราวของชายหนุ่มที่ทำอาชีพเป็นตัวตลกในงานเลี้ยงวันเกิด
และพยายามที่จะลืมเรื่องราวเลวร้ายในอดีตที่เคยตกเป็นเหยื่อการข่มขืน

8. The Human Centipede III
เรื่องราวของพัสดีเรือนจำสุดเพี้ยนที่จับคนมาทำเป็นตะขาบ
แค่ภาคแรกและภาคสองยังคงไม่สะใจ งานนี้พี่แกเล่นใหญ่ จับคนทั้งคุกมาทำตะขาบกันเลยทีเดียว
แต่ถึงจำนวนคนจะเยอะขึ้นแค่ไหน แต่เรตติ้งก็ยังคงต่ำเหมือนเดิม

9. National Lampoon’s Gold Diggers
หนังตลกที่แหกทุกกฎเกณฑ์ความฮา เรื่องราวของสองหนุ่มขี้แพ้
ที่ทำอะไรไม่เป็นเลยซักอย่างแถมยังทำแต่เรื่องให้ปวดหัวอยู่เรื่อยๆ
และแน่นอนว่าก็ได้รับคำชมเชยจากนักวิจารย์ไปสั้นๆ ว่า “ห่วยแตก”

10. Baby Geniuses
เรื่องราวของคุณหมอ 2 คนที่มีแผนจะครองโลก และแล้ววันหนึ่งพวกเขาก็พบว่า
เราสามารถส่งรหัสลับไปกับภาษาของพวกเด็กทารกได้นี่นา…

View More ภาพยนต์.อนิเมะ.10 หนัง “ยอดแย่” ตลอดกาล จากการจัดอันดับของ เว็บไซต์Business Insider

ย้อนรอยหนังทำเงินปี 1970 : Love Story

ย้อนรอยหนังทำเงินประจำปี 1970
เรื่องที่พลาดไม่ได้ในยุคนั้น เห็นจะหนีไม่พ้น Love Story หรือหากจะรักต้องลืมคำว่าเสียใจ
ภาพยนตร์ที่สร้างจากนิยายในชื่อเดียวกันของ เอริค เซกัลภายใต้ฝีมือการกำกับของ อาร์เธอร์ ฮิลเลอร์
ภาพยนตร์เรื่อง Love Story หรือหากจะรักต้องลืมคำว่าเสียใจ
มีเนื้อหาเกี่ยวกับความรักของสองหนุ่มสาวนักศึกษาแห่งมหาวิทยาลัยฮาวาร์ด อย่าง โอลิเวอร์ บาร์เร็ท (รับบทโดย ไรอัน โอนีล) และ
เจนนิเฟอร์ คาวิลเลอรี่ (รับบทโดย อาลี แม็คกรอว์)ซึ่งจุดเริ่มต้นของความรักเกิดจาก เจนนิเฟอร์
นักศึกษาสาวเอกดนตรี และบรรณารักษ์ห้องสมุดมีอันต้องปะทะคารมกับ โอลิเวอร์ นักศึกษาเอกสังคมศาสตร์
ที่ต้องการมายืมหนังสือเพื่อทำรายงานส่งอาจารย์จากการปะทะคารมในครั้งนั้น ทำให้ทั้ง โอลิเวอร์ และ
เจนนิเฟอร์ เริ่มสนิทสนมมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะช่วงเวลาที่เจนนิเฟอร์ เดินทางไปชมการแข่งขันฮอกกี้
ซึ่งเธอมักจะแกล้งต่อปากต่อคำยั่วโมโห โอลิเวอร์ บ่อยๆสุดท้ายทั้งสองก็เกิดความรัก
แต่มันไม่ใช่ความรักที่ง่ายดายอย่างที่หวัง เพราะ เจนนิเฟอร์
ทราบดีถึงความต่างระหว่างเธอกับ โอลิเวอร์ ทั้งเรื่องฐานะการเงิน
และสถานภาพทางสังคม เนื่องจากเธอนั้นยากจนแต่คนรักกลับเป็นลูกชายเศรษฐี
ว่าแล้ว เจนนิเฟอร์ จึงตัดสินใจขอทุนไปเรียนต่อที่ปารีส
เพราะมันคือความหวังเดียวที่มีค่าสำหรับเธอ แต่ โอลิเวอร์
ไม่ยอมง่ายๆ เมื่อทราบเรื่องเขารีบขอหญิงสาวแต่งงานทันทีและนั่นทำให้แผนการเดินทางไปยังปารีส ต้องล้มเลิกไป
อย่างไรก็ตาม ครอบครัวของ โอลิเวอร์ กลับไม่ยอมรับเจนนิเฟอร์ ทำให้ โอลิเวอร์ ต้องใช้ไม้แข็งแต่งงานกับ เจนนิเฟอร์
ด้วยตัวเอง ทำให้ทั้งคู่ครองรักกันอย่างมีความสุขแต่มันกลับกลายเป็นเพียงความสุขเพียงชั่วครู่
นั่นก็เพราะ โอลิเวอร์ ต้องพบปัญหาสำคัญที่จะพรากเจนนิเฟอร์ ไปจากเขาอีกครั้ง
แล้วครั้งนี้หนทางแก้ปัญหาจะเป็นเช่นไรเอาเป็นว่าเราให้ท่านผู้อ่านไปหามาชมเอาเองดีกว่า
รับรองว่าคอหนังโรแมนติกจะต้องน้ำตาตกในเป็นแน่
ส่วนใครที่คิดว่าหนังรักแบบนี้จะไม่มีค่ามากพอในการเสียเวลานั่ง
ชม เราขอบอกว่าคิดผิด เพราะตลอดเวลา 100 นาที
ในภาพยนตร์เรื่อง Love Story หรือ หากจะรักต้องลืมคำว่าเสียใจ
คุณจะไม่อยากลุกออกจากเก้าอี้ไปไหนทั้งสิ้น
นั่นทำให้ Love Story หรือ หากจะรักต้องลืมคำว่าเสียใจ
กวาดเงินรายได้จากการเข้าฉายทั่วโลกไปกว่า 130 ล้านดอลลาร์
จากงบประมาณในการสร้างแค่ 2 ล้านดอลลาร์
พร้อมทะลุเข้าชิงรางวัลออสการ์แทบทุกรายการ…

View More ย้อนรอยหนังทำเงินปี 1970 : Love Story